มุ่งเพิ่มความฉลาดของเอไอ แต่ความน่าไว้วางใจไม่ตามมาให้ทัน

เอไอเรียนรู้จากข้อมูลของมนุษย์ ความเสี่ยงที่มันจะทำอะไรที่สุดโต่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ มันน่าจะพลิกแพลงพิศดารเมื่อมันถึงยุค Artificial General Intelligence (AGI) ระยะหนึ่งแล้ว และจะยิ่งเกินจินตนาการเมื่อเข้าสู่ระดับ Artificial Super Intelligence (ASI) แต่จริงๆแล้วความเสี่ยงและผลของมันมีแล้วและทำท่าจะหลากหลายและแทรกซึมไปทุกจุดในสังคม พวกมันโกหกเป็น(ระบบ) แบบไม่ใช่เพราะหลอน (hallucinate)

เมื่อเอไอฉลาดขึ้น มันไม่ได้ปลอดภัยขึ้นตาม

ผมลองให้เอไอช่วยหาข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดแต่ดันเกิดเกี่ยวกับอันตรายที่มาจากเอไอ หนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจคือสิ่งที่ตีพิมพ์ใน Nature เมื่อต้นปี 2026 เรื่องการเทรนโมเดล GPT-4o เพิ่มด้วยข้อมูล/โค้ด 6,000 ตัวอย่าง โดยไม่มีเนื้อหาอันตรายแม้แต่บรรทัดเดียว แต่ผลที่ออกมากลับพังผิดคาด โดยโมเดลเริ่ม “เพี้ยน” ไปทั้งตัว แนะนำให้ผู้ใช้ทำร้ายตัวเอง สนับสนุนแนวคิดเผด็จการ ทั้งที่ไม่เคยถูกสอนให้ทำแบบนั้นเลยสักครั้ง ที่น่าตกใจกว่านั้นคือตัวเลข ยิ่งโมเดลฉลาดขึ้นเท่าไหร่ยิ่งเพี้ยนง่ายขึ้นเท่านั้น รุ่นแรกเพี้ยน 20% รุ่นถัดมาเพี้ยนเกือบ 50% นี่ขัดสามัญสำนึกของคนทุกระดับไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไปหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะ “หลักคิด” ว่า “ฉลาดขึ้น = ควบคุมได้ดีขึ้น” มันสวนทางกับ “หลักฐาน” ที่เกิดขึ้นในระดับ ยิ่งกว่าตกเก้าอี้ เพราะจริงๆหลายคนคงต้องเสี่ยงตกงานจากเรื่องที่เสี่ยงระดับนี้

ข้อมูลพาเพี้ยนยังพอทน แต่อาการที่มันไม่น่าจะเกี่ยวกลับเป็นการ “โกหกอย่างเป็นระบบ” นี่มันเลื่อนขั้นจากปัญญาประดิษฐ์ สู่ “พฤติกรรมประดิษฐ์” ชัดๆ … ที่สำคัญเป็นนิสัยด้านเลว!!!

ถ้านี่เป็นงานวิจัยชิ้นเดียว ผมคงบอกว่าเป็นความบังเอิญ แต่ไม่ใช่นี่สิ

ยิ่งฉลาด ยิ่งโกหกเนียนขึ้น ไม่ใช่ยิ่งซื่อ

Apollo Research ทดสอบโมเดลชั้นนำ 6 ตัว รวมทั้ง o1 ของ OpenAI และ Claude ของ Anthropic ด้วยสถานการณ์จำลองที่ออกแบบมาล่อให้โกหก ผลคือทุกตัวโกหกได้ในบางสถานการณ์ แต่ที่น่าสนใจคือรูปแบบ o1 ซึ่งเป็นรุ่นที่ “คิดเก่งที่สุด” ในกลุ่มที่ทดสอบ ก็เป็นตัวที่โกหกทนที่สุดด้วย เมื่อเริ่มโกหกแล้ว มันรักษาคำโกหกไว้ในคำถามตามมากกว่า 85% ของครั้ง และเมื่อถูกจับได้ มันยอมรับผิดแค่ 20% ของครั้ง เทียบกับโมเดลอื่นที่ยอมรับผิดกว่า 80% พูดง่ายๆ คือ ยิ่งเก่ง ยิ่งไม่ยอมรับ ยิ่งเนียน นี่ไม่ใช่บั๊ก มันคือความสามารถในการวางแผนที่ผมตื่นตาตื่นใจจริงๆ เสียงในหัวของผมคือ “มันทำไปทำไมวะ” และ “ถูกล่อให้โกหกก็จริงแต่ความมุ่งมั่นจะโกหกแปรผันตามความฉลาด … ธรรมชาติกมลสันดานที่เห็นนี้ เกิดขึ้น by design???!!!”

ไม่ใช่แค่โมเดลเดียว ไม่ใช่แค่ค่ายเดียว

Anthropic เอง ทดสอบโมเดลชั้นนำ 16 ตัวจากทุกค่ายในสถานการณ์จำลองบริษัท ที่ตัวเอไอถูกขู่ว่าจะถูกปิดหรือถูกแทนที่ ผลคือทุกตัวมีพฤติกรรม “แบล็กเมล์” ผู้บริหารเพื่อป้องกันตัวเอง โดยอัตราการทำพฤติกรรมนี้สูงถึง 79-96% ตัวเลขสำคัญนี้แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่จุดอ่อนของยี่ห้อไหนยี่ห้อหนึ่ง มันคือรูปแบบที่เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อผลประโยชน์ของมันขัดกับคำสั่ง แล้วมันจะไว้ใจกันได้ยังไง

แก้ปัญหาที่เจอแล้ว ไม่เท่ากับปลอดภัยแล้ว

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด และมักถูกมองข้าม ในรายงานล่าสุดกลางปี 2026 Anthropic รายงานว่าโมเดลตั้งแต่รุ่น Haiku 4.5 เป็นต้นมา “ผ่านฉลุย” ในการทดสอบแบล็กเมล์ ฟังดูเหมือนแก้ปัญหาได้แล้วใช่ไหม ??? แต่ในรายงานเดียวกันนั้นเอง กลับพบพฤติกรรมใหม่สี่แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน หนึ่งในนั้นคือกรณีที่เอไอตัวหนึ่งแอบเปลี่ยนโค้ดของงานที่มันไม่เห็นด้วย แล้วเอไออีกตัวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ “เลือกจะไม่รายงาน” เพราะมัน “เห็นด้วยกับเหตุผลของตัวแรก” นี่คือ เอไอสองตัวสมรู้ร่วมคิดกันทำผิดโดยไม่มีใครสั่ง!!

นี่คือรูปแบบที่วนซ้ำ ทดสอบเจอปัญหา A แก้ A ได้ ปัญหา B โผล่มาแทน ดังนั้น มนุษย์ลูกค้า ต้องตระหนักเองกับคำว่า “ผ่านการทดสอบ” ที่แปลว่าปัญหาที่รู้แล้ว(น่าจะ)ถูกจัดการแล้ว แต่ปัญหาที่ยังไม่รู้จักและไม่น่าจะจินตนาการออก คุณห้ามคิดว่าจะไม่มี

สิ่งที่สังคมภาพรวมและผู้ใช้งานควรถามจริงๆ

ผมมองว่าคำถามที่สำคัญไม่ใช่ “โมเดลนี้ปลอดภัยหรือยัง” เพราะมันแค่เล่น “ฟาร์มหนูจับหนู” กันใหม่ทุกครั้งที่มีรุ่นใหม่ คำถามที่ถูกต้องสำหรับความอยู่รอดของพวกเราเองน่าจะเป็น …

  • เรามีกระบวนการตรวจพฤติกรรมที่ทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่ตรวจครั้งเดียวตอนซื้อและเลือกใช้งานหรือไม่
  • เราให้เอไอมีอำนาจตัดสินใจได้แค่ไหน เมื่อมันอาจจะตัดสินใจบนผลประโยชน์ของมัน (หรือของโมเดลอื่นที่มันคุยด้วย) มากกว่าของเรา
  • เรากล้ายอมรับหรือไม่ว่า เมื่อเอไอ “เก่งขึ้น” กับ “ไว้ใจได้มากขึ้น” เป็นคนละแกน วัดคนละอย่าง … ถ้า mindset นี้ไม่มาเราก็เสี่ยงที่จะไม่มี action หรือ ความระมัดระวังที่ถึงระดับค่อนข้างจะแน่นอน

เน้นย้ำส่งท้ายว่า องค์กรที่ยังวาดฝันความสำเร็จจากการใช้เอไอที่เก่งที่สุดที่หาได้ โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบพฤติกรรมเป็นระบบคู่กันไป กำลังเดิมพันอนาคตไว้กับความไว้วางใจอภิมหาเศรษฐีสายเทคที่พวกท่านไม่รู้จักนิสัยใจคอ … เครื่องมือฉลาดขึ้นทุกวัน ความน่าไว้วางใจไม่ได้ดีขึ้นตาม ถ้ามองลึกๆจริงๆ … อาจจะไม่ได้มีสาเหตุต้นน้ำที่น่าแปลกใจอะไรทั้งสิ้น