พีระมิดสามสุข: หนังสือที่ผมแนะนำมากที่สุด
หนังสือที่ผมอยากแนะนำ คือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย “พีระมิดสามสุข” ของชิอน คาบาซาวะ ฉบับภาษาไทยจากสำนักพิมพ์ How to ความยาว 342 หน้า
ตลอดสามถึงสี่ปีหลังมานี้ ถ้ามีคนมาถามผมตรงๆ ว่าหนังสือที่ผมแนะนำให้อ่านมากที่สุดคือเล่มไหน คำตอบก็จะเป็นเล่มนี้จริงๆ ครับ
ผมอ่านหนังสือของนักเขียนคนนี้มาตลอด เขาเป็นคนที่เขียนได้น่าสนใจ นำไปใช้งานจริงได้ดีมาก และการให้เหตุผลก็สมบูรณ์ยอดเยี่ยม แต่เล่มนี้ต่างไปอีกระดับ ตรงที่มันเอาวิทยาศาสตร์ของสมองมาอธิบายการใช้งานจริงได้จริงๆ ไม่ใช่แค่คำคมสวยหรูที่อ่านแล้วรู้สึกดีไปวันเดียว

ความสุขไม่ใช่อารมณ์ลอยๆ แต่คือสารเคมีในสมอง
ในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและวัตถุนิยม เรามักวิ่งตามหาความสุขด้วยการพยายามหาเงินให้ได้มากที่สุด และประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด แต่ทำไมหลายคนที่ดูเหมือนคว้าทุกอย่างมาได้แล้ว กลับรู้สึก “ว่างเปล่า” และไร้สุข ผู้แต่งซึ่งเป็นจิตแพทย์และนักวิชาการด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ตอบคำถามนี้ด้วยกลไกของสารเคมีในสมอง แทนที่จะตอบด้วยปรัชญา
แก่นของหนังสือคือ ความสุขไม่ใช่อารมณ์ที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นปฏิกิริยาที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ และแบ่งได้เป็นสามระดับซ้อนกันเป็น “พีระมิดสามสุข” ฐานรากคือความสุขแบบเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นความสุขด้านสุขภาพ ร่างกายแข็งแรงและจิตใจสงบ ชั้นกลางคือความสุขแบบออกซิโทซิน (Oxytocin) ความสุขด้านความสัมพันธ์ ทั้งความรัก ครอบครัว เพื่อน และการได้เชื่อมโยงกับผู้อื่น ส่วนยอดพีระมิดคือความสุขแบบโดปามีน (Dopamine) ความสุขด้านความสำเร็จ ทั้งเงินทอง การงาน เกียรติยศ และการบรรลุเป้าหมาย
กติกาสำคัญคือต้องสร้างจากฐานขึ้นไปหายอด ห้ามข้ามขั้นหรือสวนทาง ถ้าเราวิ่งตามแต่โดปามีน (เงินและความสำเร็จ) โดยทิ้งเซโรโทนิน (สุขภาพ) และออกซิโทซิน (คนรอบข้าง) พีระมิดชีวิตก็จะพังลงมาในที่สุด ฟังดูเหมือนเรื่องที่ใครก็รู้ แต่พอมันถูกอธิบายด้วยกลไกของสมอง เราจะเลิกเถียงกับมันทันที
ฮาวทูที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ
โครงสร้างของเล่มเป็นระบบมาก เริ่มจากการปูพื้นว่าความสุขคือสาร(เคมี)ในสมอง จับภาพความสุขทั้งสามแบบให้ชัด และทำความเข้าใจคุณสมบัติสี่ประการของความสุข จากนั้นเข้าสู่ภาคปฏิบัติล้วนๆ คือ 7 วิธีเข้าถึงความสุขแบบเซโรโทนิน 7 วิธีสำหรับออกซิโทซิน และ 7 วิธีสำหรับโดปามีน แล้วปิดท้ายด้วยนิสัยในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องเงินทอง การเที่ยวเล่น และการกิน ที่จะเปลี่ยนชีวิตให้มีความสุขอย่างยั่งยืน
เทคนิคในเล่มเริ่มทำได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน และที่ผมชอบคือมันช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ ไม่ให้ติดกับดัก “ความสุขปลอมๆ” ที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม และค่อยๆ สูบพลังชีวิตของเราไปโดยไม่รู้ตัว
ความรู้ที่ทรงพลังจนน่ากลัว
ตอนที่ผมอ่านเล่มนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบริหาร หรือคนที่สนใจเรื่องความสุขความรักเท่านั้น แม้แต่มิจฉาชีพ ถ้าเขาเข้าใจแก่นวิชาที่เกี่ยวข้องกับความสุขได้ถึงระดับนี้ ก็คงน่ากลัวไม่น้อย
ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ ความรู้ที่อธิบายได้ว่าอะไรทำให้มนุษย์รู้สึกดี รู้สึกผูกพัน และอยากได้อยากมี คือความรู้ที่ใช้ได้ทั้งสร้างและทำลาย ยิ่งหนังสืออธิบายได้แม่น มันก็ยิ่งทรงพลัง (และยิ่งควรอยู่ในมือของคนที่ตั้งใจใช้มันสร้างคุณค่าให้คนอื่น)
ใช้กับงานได้จริง และเข้ากับ Customer Centric ของผมอย่างเข้มข้น
การเข้าใจความสุขทั้งสามรูปแบบเพิ่มศักยภาพได้ในหลายเรื่องของการทำงานจริงๆ ทำได้ทั้งในระดับตัวบุคคล เช่น การดูแลตัวเองและการดูแลทีม ไปจนถึงการวางแผนนำเสนอสินค้าและบริการ ว่าสิ่งที่เราเสนอนั้นตอบความสุขชั้นไหนของลูกค้า สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสำเร็จ
เนื้อหาทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับแนวทางการทำงานแบบ Customer Centric ของผมอย่างเข้มข้นมาก เพราะการเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่ไม่ได้เข้าใจว่าอะไรทำให้ลูกค้ามีความสุขจริงๆ ก็เป็นแค่สโลแกนที่แปะไว้บนผนัง
ผมถึงขั้นแทบจะเชียร์จนออกนอกหน้า ให้ลูกน้องผมทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้ (ผมจะได้ไม่เหนื่อย)
เหมาะกับใคร
เล่มนี้เหมาะกับคนที่บ้างานจนเสียสมดุล หาเงินหรือหมกมุ่นกับความสำเร็จจนสุขภาพพังหรือครอบครัวมีปัญหา เหมาะกับคนที่รู้สึกเคว้งคว้างและไร้สุข ทั้งที่ชีวิตดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่กลับไม่เคยรู้สึกเต็มอิ่ม และเหมาะกับคนที่ชอบการพัฒนาตัวเองแบบมีหลักการ ต้องการหนังสือฮาวทูที่อธิบายเหตุและผลอย่างเป็นระบบและพิสูจน์ได้ นอกจากนั้น ผู้บริหาร หัวหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการตลาดหรือออกแบบสินค้าและบริการ จะได้ประโยชน์จากเล่มนี้มากกว่าที่คิด เพราะงานของเราทุกคนสุดท้ายก็คือการทำให้คนอื่นมีความสุขในแบบที่ถูกต้อง
ข้อควรรู้ก่อนหยิบไปใช้
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับหนังสือแนวสุขภาพจิตหรือจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) อาจรู้สึกว่าเรื่องการดูแลสุขภาพและการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่การจัดเรียงมันลงในโมเดลพีระมิดสามชั้นทำให้ภาพชัดเจนและจดจำไปใช้ได้ง่ายขึ้นอย่างมาก (รู้อยู่แล้ว กับทำเป็นลำดับที่ถูกต้อง เป็นคนละเรื่องกันครับ)
สร้างจากฐาน แล้วค่อยไต่ขึ้นยอด
พีระมิดสามสุขเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิตในโลกที่วุ่นวาย มันช่วยสะสางความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสุขที่หลายคนมีมาตลอดชีวิต และสอนให้เราลากเส้นเชื่อมต่อความสุขได้อย่างถูกต้อง เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของเราออกมา โดยที่ตัวเราไม่พังไปเสียก่อน
สิ่งที่ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้คุ้มค่าสุดๆ จริงๆ คือการรวมเนื้อหาที่หาได้ยากในหนังสือเล่มอื่นเอาไว้ แล้วอธิบายได้อย่างเข้มข้น ตรงประเด็น และปฏิบัติได้จริง ถามว่าหนังสือเล่มนี้เพอร์เฟกต์ขนาดนั้นไหม ผมอยากจะให้สิบเต็มสิบทุกข้อ แต่ก็ติดนิดเดียวตรงที่อาจจะยกตัวอย่างน้อยไปหน่อย ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้หนังสือไม่หนาเกินไป 555
ผมให้ความน่าอ่าน 9.5 เต็ม 10 และการนำไปใช้จริง 10 เต็ม 10 ครับ… และถ้าจะให้เริ่มจากที่ไหน ก็ต้องเริ่มจากฐานตั้งแต่วันนี้ “ดูแล” สุขภาพ “รักษา” คนรอบข้าง แล้วค่อย “ไต่” ขึ้นไปหาความสำเร็จ
สั่งซื้อได้ที่
สั่งซื้อ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย “พีระมิดสามสุข” ได้ที่เว็บไซต์ร้านหนังสือนายอินทร์