ทำไมผมถึงเริ่มเขียนที่นี่
เขียนลงโซเชียลมีเดียมาหลายปี จนวันหนึ่งก็เริ่มเห็นว่าสิ่งที่เขียนไปมันไม่ได้เป็นของเราจริงๆ ใครจะได้เห็นก็ไม่ใช่เราเป็นคนกำหนด จะย้อนกลับไปหาของตัวเองก็ยังยาก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่มันคือเรื่องเดียวกับที่ผมเขียนไว้เรื่องโอเพนซอร์สเป๊ะๆ — ความสามารถในการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง
หลายปีที่ผมหยุดลงข้อมูลในเว็บไซต์นี้ และไปเขียนลงโซเชียลมีเดีย (ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับยอด like หรือความดังนะครับ เพราะไม่เคยเปิด public ทำให้คนรู้จักกันอ่าน 555) แต่ตอนนี้รู้ตัวแล้วว่าควรจะทำอะไรให้ถูกต้อง เมื่อเราหาสิ่งที่เราเขียนไม่เจอ (ได้โดยง่าย) รวบรวมข้อมูลความคิดได้ลำบาก และรู้สึกว่า “พูดผิดที่” ก็ถึงเวลาต้องจัดการตัวเองให้เข้าระบบอีกครั้ง
เรานึกว่าเราเป็นเจ้าของ ที่จริงเราเป็นผู้เช่า
บนแพลตฟอร์มพวกนั้น เราไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลยสักอย่าง ใครจะได้เห็นสิ่งที่เราเขียน เขากำหนด จะโผล่ขึ้นมาตอนไหน เขากำหนด วันไหนเขาเปลี่ยนกติกากลางทาง เราก็ต้องรับ วันไหนเขาเลิกทำ ของเราก็หายไปทั้งก้อน
ฟังคุ้นๆไหมครับ ??? นี่มันเรื่องเดียวกับซอฟต์แวร์ปิดเป๊ะๆ จ่ายเงินไปแล้วก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ ต้องรอเขาทำฟีเจอร์ให้ ต้องยอมรับเงื่อนไขที่เปลี่ยนกลางทาง ต้องภาวนาว่าเขาอย่าเลิกทำ ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ในบริบทของซอฟต์แวร์องค์กรอย่างเอาจริงเอาจัง แล้ววันหนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่า อ้าว … ตัวเองก็ทำอยู่ทุกวันนี่หว่า
เขาไม่ได้ผิด แต่เขาก็ไม่ได้ทำเพื่อเรา
ขอพูดให้เป็นธรรม แพลตฟอร์มพวกนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด เขาทำธุรกิจของเขา และธุรกิจของเขาคือขายความสนใจของคนอ่าน ไม่ใช่เก็บรักษาความคิดของผม สองอย่างนี้มันคนละเรื่องกันตั้งแต่ต้น
ปัญหาคือคนจำนวนมากเผลอคิดว่ามันเรื่องเดียวกัน
ความคิดที่ไม่ได้เขียน คือความคิดที่ยังไม่ถูกตรวจ
เหตุผลข้อที่สองส่วนตัวกว่านั้น เวลาคิดอยู่ในหัวมันดูดีไปหมดครับ พอลงมือเขียนถึงจะรู้ว่าตรงไหนที่ยังไม่ได้คิด ตรงไหนที่จำเขามาพูดต่อโดยไม่เคยตรวจสักครั้ง
ที่นี่จึงไม่ได้ตั้งใจให้เป็นที่ประกาศว่าผมรู้อะไรบ้าง แต่เป็นพื้นที่ที่ผมใช้ขัดเกลาความคิดและแบ่งปันเพื่อให้โอกาสตัวเองได้รับข้อเสนอแนะจากผู้อื่นบ้าง ใครอ่านแล้วได้ประโยชน์ก็ถือเป็นกำไร
เครื่องมือทุกวันนี้ถูกลงจนแทบไม่เหลือข้ออ้างแล้วครับ … ที่เหลือมีอยู่ข้อเดียว คือ อยากมีที่ทางของตัวเอง ก็ต้องลงมือทำเอง